วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561

การจัดการเรียนรู้รูปแบบทักษะกระบวนการ 9 ขั้น

กาเย่ได้นำเอาแนวความคิดมาใช้ในการเรียนการสอนโดยยึดหลักการนำเสนอเนื้อหาและจัดกิจกรรมการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์   หลักการสอน  9  ประการ  ได้แก่ 
1.เร่งเร้าความสนใจ (Gain Attention)
   กระตุ้นหรือเร้าให้ผู้เรียนเกิดความสนใจกับบทเรียนและเนื้อหาที่จะเรียนการเร้าความสนใจผู้เรียนนี้อาจทำได้โดย การจัดสภาพแวดล้อมให้ดึงดูดความสนใจ  เช่น  การใช้ภาพกราฟิก  ภาพเคลื่อนไหว และ/หรือการใช้เสียงประกอบบทเรียนในส่วนบทนำ
2.บอกวัตถุประสงค์ (Specify Objective)
   การบอกให้ผู้เรียนทราบถึงจุดประสงค์ของบทเรียนนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการเรียนการสอนบนเว็บที่ผู้เรียนสามารถควบคุมการเรียนของตนเองได้โดย   การเลือกศึกษาเนื้อหาที่ต้องการศึกษาได้เอง   ดังนั้นการที่ผู้เรียนได้ทราบถึงจุดประสงค์ของบทเรียนล่วงหน้าทำให้ผู้เรียนสามารถมุ่งความสนใจไปที่เนื้อหาบทเรียนที่เกี่ยวข้อง  อีกทั้งยังสามารถเลือกศึกษาเนื้อหาเฉพาะที่ตนยังขาดความเข้าใจที่จะช่วยทำให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถตรงตามจุดประสงค์ของบทเรียนที่ได้กำหนดไว้
3.ทบทวนความรู้เดิม (Activate Prior Knowledge)
   การทบทวนความรู้เดิมช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้เนื้อหาใหม่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้นรูปแบบการทบทวนความรู้เดิมในบทเรียนบนเว็บทำได้หลายวิธี  เช่น  กิจกรรมการถาม-ตอบคำถาม หรือการแบ่งกลุ่มให้ผู้เรียนอภิปรายหรือสรุปเนื้อหาที่ได้เคยเรียนมาแล้ว  เป็นต้น              
4.นำเสนอเนื้อหาใหม่ (Present New Information)
   การนำเสนอบทเรียนบนเว็บสามารถทำได้หลายรูปแบบด้วยกัน  คือ  การนำเสนอด้วย
ข้อความ รูปภาพ  เสียง   หรือแม้กระทั่ง วีดิทัศน์   อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่ผู้สอนควรให้ความสำคัญก็ คือผู้เรียน ผู้สอนควรพิจารณาลักษณะของผู้เรียนเป็นสำคัญเพื่อให้การนำเสนอบทเรียนเหมาะสมกับผู้เรียนมากที่สุด
5.ชี้แนะแนวทางการเรียนรู้ (Guide Learning)
   การชี้แนวทางการเรียนรู้  หมายถึง  การชี้แนะให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้เรียนใหม่ผสมผสานกับความรู้เก่าที่เคยได้เรียนไปแล้ว   เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่รวดเร็วและมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น
6.กระตุ้นการตอบสนองบทเรียน (Elicit Response)
  นักการศึกษาต่างทราบดีว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นจากการที่ผู้เรียนได้มีโอกาสมีส่วนร่วมใน
กระบวนการเรียนการสอนโดยตรง   ดังนั้นในการจัดการเรียนการสอนบนเว็บจึงควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียน  ซึ่งอาจทำได้โดยการจัดกิจกรรมการสนทนาออนไลน์รูปแบบ Synchronous หรือการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่านเว็บบอร์ดในรูปแบบ  Asynchronous  เป็นต้น
7.ให้ข้อมูลย้อนกลับ (Provide Feedback)
   ลักษณะเด่นประการหนึ่งของการเรียนการสอนบนเว็บก็คือการที่ผู้สอนสามารถติดต่อ
สื่อสารกับผู้เรียนได้โดยตรงอย่างใกล้ชิด   เนื่องจากบทบาทของผู้สอนนั้นเปลี่ยนจากการเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้แต่เพียงผู้เดียวมาเป็นผู้ให้คำแนะนำและช่วยกำกับการเรียนของผู้เรียนรายบุคคล  และด้วยความสามารถของอินเทอร์เน็ตที่ทำให้ผู้เรียนและผู้สอนสามารถติดต่อกันได้ตลอดเวลา  ทำให้ผู้สอนสามารถติดตามก้าวหน้าและสามารถให้ผลย้อนกลับแก่ผู้เรียนแต่ละคนได้ด้วยความสะดวก  
8.ทดสอบความรู้ใหม่ (Assess Performance)
   การทดสอบความรู้ความสามารถผู้เรียนเป็นขั้นตอนที่สำคัญอีกขั้นตอนหนึ่ง  เพราะทำให้ทั้งผู้เรียนและผู้สอนได้ทราบถึงระดับความรู้ความเข้าใจที่ผู้เรียนมีต่อเนื้อหาในบทเรียนนั้นๆ  การทดสอบความรู้ในบทเรียนบนเว็บสามารถทำได้หลายรูปแบบ   ไม่ว่าจะเป็นข้อสอบแบบปรนัยหรืออัตนัย การจัดทำกิจกรรมการอภิปรายกลุ่มใหญ่หรือกลุ่มย่อยเป็นต้น  ซึ่งการทดสอบนี้ผู้เรียนสามารถทำการทดสอบบนเว็บผ่านระบบเครือข่ายได้
9.สรุปและนำไปใช้ (Review and Transfer)


แบบการสอนของกาเย่ ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอน 9 ขั้นตอน
1. เร่งเร้าความสนใจ (Gain Attention) ก่อนที่จะเริ่มการนำเสนอเนื้อหาบทเรียน ควรมีการจูงใจและเร่งเร้าความสนใจให้ผู้เรียนอยากเรียน ดังนั้น บทเรียนคอมพิวเตอร์  จึงควรเริ่มด้วยการใช้ภาพ แสง สี เสียง หรือใช้สื่อประกอบกันหลายๆ อย่าง โดยสื่อที่สร้างขึ้นมานั้นต้องเกี่ยวข้องกับเนื้อหาและน่าสนใจ ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อความสนใจของผู้เรียน นอกจากเร่งเร้าความสนใจแล้ว ยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนพร้อมที่จะศึกษาเนื้อหาต่อไปในตัวอีกด้วย

2. บอกวัตถุประสงค์ (Specify Objective) วัตถุประสงค์ของบทเรียน นับว่าเป็นส่วนสำคัญยิ่งต่อกระบวนการเรียนรู้ ที่ผู้เรียนจะได้ทราบถึงความคาดหวังของบทเรียนจากผู้เรียน นอกจากผู้เรียนจะทราบถึงพฤติกรรมขั้นสุดท้ายของตนเองหลังจบบทเรียนแล้ว จะยังเป็นการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าถึงประเด็นสำคัญของเนื้อหา รวมทั้งเค้าโครงของเนื้อหาอีกด้วย การที่ผู้เรียนทราบถึงขอบเขตของเนื้อหาอย่างคร่าวๆจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถผสมผสานแนวความคิดในรายละเอียดหรือส่วนย่อยของเนื้อหาให้สอดคล้องและสัมพันธ์กับเนื้อหา
ในส่วนใหญ่ได้ ซึ่งมีผลทำให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากจะมีผลดังกล่าวแล้ว ผลการวิจัยยังพบด้วยว่า ผู้เรียนที่ทราบวัตถุประสงค์ของการเรียนก่อนเรียนบทเรียน จะสามารถจำและเข้าใจในเนื้อหาได้ดีขึ้นอีกด้วย
3. ทบทวนความรู้เดิม (Activate Prior Knowledge) การทบทวนความรู้เดิมก่อนที่จะนำเสนอความรู้ใหม่แก่ผู้เรียน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาวิธีการประเมิน ความรู้ที่จำเป็นสำหรับบทเรียนใหม่ เพื่อไม่ให้ผู้เรียนเกิดปัญหาในการเรียนรู้ วิธีปฏิบัติโดยทั่วไปสำหรับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนก็คือ การทดสอบก่อนบทเรียน (Pre-test) ซึ่งเป็นการประเมินความรู้ของผู้เรียน เพื่อทบทวนเนื้อหาเดิมที่เคยศึกษาผ่านมาแล้ว และเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับเนื้อหาใหม่ นอกจากจะเป็นการตรวจวัดความรู้พื้นฐานแล้ว บทเรียนบางเรื่องอาจใช้ผลจากการทดสอบก่อนบทเรียนมาเป็นเกณฑ์จัดระดับความสามารถของผู้เรียน เพื่อจัดบทเรียนให้ตอบสนองต่อระดับความสามารถของผู้เรียน เพื่อจัดบทเรียนให้ตอบสนองต่อระดับความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียนแต่ละคน แต่อย่างไรก็ตาม ในขั้นการทบทวนความรู้เดิมนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นการทดสอบเสมอไป หากเป็นบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สร้างขึ้นเป็นชุดบทเรียนที่เรียนต่อเนื่องกันไปตามลำดับ การทบทวนความรู้เดิม อาจอยู่ในรูปแบบของการกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดย้อนหลังถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้มาก่อนหน้านี้ก็ได้ การกระตุ้นดังกล่าวอาจแสดงด้วยคำพูด คำเขียน ภาพ หรือผสมผสานกันแล้วแต่ความเหมาะสม ปริมาณมากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับเนื้อหา ตัวอย่างเช่น การนำเสนอเนื้อหาเรื่องการต่อตัวต้านทานแบบผสม ถ้าผู้เรียนไม่สามารถเข้าใจวิธีการหาความต้านทานรวม กรณีนี้ควรจะมีวิธีการวัดความรู้เดิมของผู้เรียนก่อนว่ามีความเข้าใจเพียงพอที่จะคำนวณหาค่าต่างๆ ในแบบผสมหรือไม่ ซึ่งจำเป็นต้องมีการทดสอบก่อน ถ้าพบว่าผู้เรียนไม่เข้าใจวิธีการคำนวณ บทเรียนต้องชี้แนะให้ผู้เรียนกลับไปศึกษาเรื่องการต่อตัวต้านทานแบบอนุกรมและแบบขนานก่อน หรืออาจนำเสนอบทเรียนย่อยเพิ่มเติมเรื่องดังกล่าว เพื่อเป็นการทบทวนก่อนก็ได้ 
4. นำเสนอเนื้อหาใหม่ (Present New Information) หลักสำคัญในการนำเสนอเนื้อหาของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนก็คือ ควรนำเสนอภาพที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา ประกอบกับคำอธิบายสั้นๆ ง่าย แต่ได้ใจความ การใช้ภาพประกอบ จะทำให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาง่ายขึ้น และมีความคงทนในการจำได้ดีกว่าการใช้คำอธิบายเพียงอย่างเดียว โดยหลักการที่ว่า ภาพจะช่วยอธิบายสิ่งที่เป็นนามธรรมให้ง่ายต่อการรับรู้ แม้ในเนื้อหาบางช่วงจะมีความยากในการที่จะคิดสร้างภาพประกอบ แต่ก็ควรพิจารณาวิธีการต่างๆ ที่จะนำเสนอด้วยภาพให้ได้ แม้จะมีจำนวนน้อย แต่ก็ยังดีกว่าคำอธิบายเพียงคำเดียว อย่างไรก็ตามการใช้ภาพประกอบเนื้อหาอาจไม่ได้ผลเท่าที่ควร หากภาพเหล่านั้นมีรายละเอียดมากเกินไป ใช้เวลามากไปในการ
ปรากฏบนจอภาพ ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา ซับซ้อน เข้าใจยาก และไม่เหมาะสมในเรื่องเทคนิคการออกแบบ เช่น ขาดความสมดุล องค์ประกอบภาพไม่ดี เป็นต้น
5. ชี้แนะแนวทางการเรียนรู้ (Guide Learning) ตามหลักการและเงื่อนไขการเรียนรู้ (Condition of Learning) ผู้เรียนจะจำเนื้อหาได้ดี หากมีการจัดระบบการเสนอเนื้อหาที่ดีและสัมพันธ์กับประสบการณ์เดิมหรือความรู้เดิมของผู้เรียน บางทฤษฎีกล่าวไว้ว่า การเรียนรู้ที่กระจ่างชัด (Meaningful Learning) นั้น ทางเดียวที่จะเกิดขึ้นได้ก็คือการที่ผู้เรียนวิเคราะห์และตีความในเนื้อหาใหม่ลงบนพื้นฐานของความรู้และประสบการณ์เดิม รวมกันเกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ ดังนั้น หน้าที่ของผู้ออกแบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในขั้นนี้ก็คือ พยายามค้นหาเทคนิคในการที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียนนำความรู้เดิมมาใช้ในการศึกษาความรู้ใหม่ นอกจากนั้น ยังจะต้องพยายามหาวิถีทางที่จะทำให้การศึกษาความรู้ใหม่ของผู้เรียนนั้นมีความกระจ่างชัดเท่าที่จะทำได้ เป็นต้นว่า การใช้เทคนิคต่างๆ เข้าช่วย ได้แก่ เทคนิคการให้ตัวอย่าง (Example) และตัวอย่างที่ไม่ใช่ตัวอย่าง (Non-example) อาจจะช่วยทำให้ผู้เรียนแยกแยะความแตกต่างและเข้าใจมโนคติของเนื้อหาต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น ผู้ออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียอาจใช้วิธีการค้นพบ (Guided Discovery) ซึ่งหมายถึง การพยายามให้ผู้เรียนคิดหาเหตุผล ค้นคว้า และวิเคราะห์หาคำตอบด้วยตนเอง โดยบทเรียนจะค่อยๆ ชี้แนะจากจุดกว้างๆ และแคบลงๆ จนผู้เรียนหาคำตอบได้เอง นอกจากนั้น การใช้คำอธิบายกระตุ้นให้ผู้เรียนได้คิด ก็เป็นเทคนิคอีกประการหนึ่งที่สามารถนำไปใช้ในการชี้แนวทางการเรียนรู้ได้ สรุปแล้วในขั้นตอนนี้ผู้ออกแบบจะต้องยึดหลักการจัดการเรียนรู้ จากสิ่งที่มีประสบการณ์เดิมไปสู่เนื้อหาใหม่ จากสิ่งที่ยากไปสู่สิ่งที่ง่ายกว่า ตามลำดับขั้น
6. กระตุ้นการตอบสนองบทเรียน (Elicit Response) นักการศึกษากล่าวว่า การเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใดนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับระดับและขั้นตอนของการประมวลผลข้อมูล หากผู้เรียนได้มีโอกาสร่วมคิด ร่วมกิจกรรมในส่วนที่เกี่ยวกับเนื้อหา และร่วมตอบคำถาม จะส่งผลให้มีความจำดีกว่าผู้เรียนที่ใช้วิธีอ่านหรือคัดลอกข้อความจากผู้อื่นเพียงอย่างเดียว บทเรียนคอมพิวเตอร์ มีข้อได้เปรียบกว่าโสตทัศนูปการอื่นๆ เช่น วีดีทัศน์ ภาพยนตร์ สไลด์ เทปเสียง เป็นต้น ซึ่งสื่อการเรียนการสอนเหล่านี้จัดเป็นแบบปฏิสัมพันธ์ไม่ได้ (Non-interactive Media) แตกต่างจากการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ผู้เรียนสามารถมีกิจกรรมร่วมในบทเรียนได้หลายลักษณะ ไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถาม แสดงความคิดเห็น เลือกกิจกรรม และปฏิสัมพันธ์กับบทเรียน กิจกรรมเหล่านี้เองที่ไม่ทำให้ผู้เรียนรู้สึกเบื่อหน่าย เมื่อมีส่วนร่วม ก็มีส่วนคิดนำหรือติดตามบทเรียน ย่อมมีส่วนผูกประสานให้ความจำดีขึ้น
7. ให้ข้อมูลย้อนกลับ (Provide Feedback) ผลจากการวิจัยพบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจะกระตุ้นความสนใจจากผู้เรียนได้มากขึ้น ถ้าบทเรียนนั้นท้าทาย โดยการบอกเป้าหมายที่ชัดเจน และแจ้งให้ผู้เรียนทราบว่าขณะนั้นผู้เรียนอยู่ที่ส่วนใด ห่างจากเป้าหมายเท่าใด การให้ข้อมูลย้อนกลับดังกล่าว ถ้านำเสนอด้วยภาพจะช่วยเร่งเร้าความสนใจได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะถ้าภาพนั้นเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียน อย่างไรก็ตาม การให้ข้อมูลย้อนกลับด้วยภาพ หรือกราฟฟิกอาจมีผลเสียอยู่บ้างตรงที่ผู้เรียนอาจต้องการดูผล ว่าหากทำผิด แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ตัวอย่างเช่น บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบเกมการสอนแบบแขวนคอสำหรับการสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ผู้เรียนอาจตอบโดยการกดแป้นพิมพ์ไปเรื่อยๆ   โดยไม่สนใจเนื้อหา เนื่องจากต้องการดูผลจากการแขวนคอ วิธีหลีกเลี่ยงก็คือ เปลี่ยนจากการนำเสนอภาพ ในทางบวก เช่น ภาพเล่นเรือเข้าหาฝั่ง ภาพขับยานสู่ดวงจันทร์ ภาพหนูเดินไปกินเนยแข็ง เป็นต้น ซึ่งจะไปถึงจุดหมายได้ด้วยการตอบถูกเท่านั้น หากตอบผิดจะไม่เกิดอะไรขึ้น อย่างไรก็ตามถ้าเป็นบทเรียนที่ใช้กับกลุ่มเป้าหมายระดับสูงหรือ เนื้อหาที่มีความยาก การให้ข้อมูลย้อนกลับด้วยคำเขียนหรือกราฟจะเหมาะสมกว่า
8. ทดสอบความรู้ใหม่ (Assess Performance) การทดสอบความรู้ใหม่หลังจากศึกษาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรียกว่า การทดสอบหลังบทเรียน (Post-test) เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทดสอบความรู้ของตนเอง นอกจากนี้จะยังเป็นการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่าผ่านเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่ เพื่อที่จะไปศึกษาในบทเรียนต่อไปหรือต้องกลับไปศึกษาเนื้อหาใหม่ การทดสอบหลังบทเรียนจึงมีความจำเป็นสำหรับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนทุกประเภท นอกจากจะเป็นการประเมินผลการเรียนรู้แล้ว การทดสอบยังมีผลต่อความคงทนในการจดจำเนื้อหาของผู้เรียนด้วย แบบทดสอบจึงควรถามแบบเรียงลำดับตามวัตถุประสงค์ของบทเรียน ถ้าบทเรียนมีหลายหัวเรื่องย่อย อาจแยกแบบทดสอบออกเป็นส่วนๆ ตามเนื้อหา โดยมีแบบทดสอบรวมหลังบทเรียนอีกชุดหนึ่งก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าผู้ออกแบบบทเรียนต้องการแบบใด
9. สรุปและนำไปใช้ (Review and Transfer) การสรุปและนำไปใช้ จัดว่าเป็นส่วนสำคัญในขั้นตอนสุดท้ายที่บทเรียนจะต้องสรุปมโนคติของเนื้อหาเฉพาะประเด็นสำคัญๆ รวมทั้งข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีโอกาสทบทวนความรู้ของตนเองหลังจากศึกษาเนื้อหาผ่านมาแล้ว ในขณะเดียวกัน บทเรียนต้องชี้แนะเนื้อหาที่เกี่ยวข้องหรือให้ข้อมูลอ้างอิงเพิ่มเติม เพื่อแนะแนวทางให้ผู้เรียนได้ศึกษาต่อในบทเรียนถัดไป หรือนำไปประยุกต์ใช้กับงานอื่นต่อไป

องค์ประกอบที่สำคัญที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ จากแนวคิดนักการศึกษา กาเย่ (Gagne)
1.ผู้เรียน (Learner) มีระบบสัมผัสและ ระบบประสาทในการรับรู้
2.สิ่งเร้า (Stimulus) คือ สถานการณ์ต่างๆ ที่เป็นสิ่งเร้าให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้

3.การตอบสนอง (Response) คือ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้


   การสรุปและนำไปใช้ จัดว่าเป็นส่วนสำคัญในขั้นตอนสุดท้ายที่บทเรียนจะต้องสรุปมโนคติของเนื้อหาเฉพาะประเด็นสำคัญ ๆ   รวมทั้งข้อเสนอแนะต่าง ๆ   เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีโอกาสทบทวนความรู้ของตนเองหลังจากศึกษาเนื้อหาผ่านมาแล้ว   ในขณะเดียวกันบทเรียนต้องชี้แนะเนื้อหาที่เกี่ยวข้องหรือให้ข้อมูลอ้างอิงเพิ่มเติม   เพื่อแนะแนวทางให้ผู้เรียนได้ศึกษาต่อในบทเรียนถัดไปหรือนำไปประยุกต์ใช้กับงานอื่นต่อไป




                                                                 เเผนการจัการเรียนรู้
กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตสาสตร์                                                                       ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5           
หน่วยการเรียนที่  3  รูปสี่เหลี่ยม                                                                         จำนวนเวลา  8 ชั่วโมง
เรื่อง รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า                                                                                        เวลา 1 ชั่วโมง
…………………………………………………………………………………………………......................
มาตรฐานการเรียนรู้
สาระที่ 2 เรขาคณิต
มาตรฐาน ค 2.2  แก้ปัญหาเกี่ยวกับการวัด
สาระที่ 3 เรขาคณิต
มาตรฐาน ค 3.1  อธิบายและวิเคราะห์รูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ
สาระที่ 6 ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์
มาตรฐาน ค 6.1  มีความสามารถในการแก้ปัญหา การให้เหตุผล การสื่อสาร การสื่อความหมายทาง  
คณิตศาสตร์ และการนำเสนอ การเชื่อมโยงความรู้ต่างๆทางคณิตศาสตร์และเชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับศาสตร์อื่นๆ และมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
ตัวชี้วัด
                ค 2.2 ป.5/1      แก้ปัญหาเกี่ยวกับพื้นที่ ความยาวรอบรูปของรูปสี่เหลี่ยมมุมฉากและรูปสามเหลี่ยม
                ค 3.1 ป.5/2     บอกลักษณะความสัมพันธ์และจำแนกรูปสี่เหลี่ยมชนิดต่างๆ
  ค 6.1 ป.4-6/3  ให้เหตุผลประกอบ    การตัดสินใจ และสรุปผลได้อย่างเหมาะสม
               ค 6.1 ป.4-6/4  ใช้ภาษาและสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ในการสื่อสาร การสื่อความหมายและการ
                         นำเสนอ ได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสม
สาระสำคัญ
รูปสี่เหลี่ยม เป็น รูปทรงเรขาคณิตที่มีคุณสมบัติ คือ  มีมุม 4  มุม  มีจุดยอด 4  จุดยอด มีด้าน 4 ด้าน มีมุมภายในของรูปสี่เหลี่ยมรวมกันได้ 360๐ เสมอ   ลักษณะของรูปสี่ผืนผ้า  ด้านที่อยู่ตรงข้ามกันมีขนาดเท่า  มีมุมทุกมุมเป็นมุมฉาก 90 องศา  ความยาวของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  =  (กว้าง +  ยาว) x 2
                                       พื้นที่ของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า    =  กว้าง x   ยาว

จุดประสงค์การเรียนรู้
1.บอกลักษณะของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า (K)
2.สามารถหาความยาวรอบรูปและหาพื้นที่ของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าได้ (P)
3.สามารถหาพื้นที่รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าในชีวิตประจำวันได้ (A)
สาระการเรียนรู้
ด้านความรู้
1. ลักษณะของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
2. ความยาวรอบรูปของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
3. พื้นที่ของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
              ด้านทักษะและกระบวนการ
                 1.  ความสามารถในการคิด
   2.  ความสามารถในการให้เหตุผล
คุณลักษณะอันพึงประสงค์
    1. ใฝ่เรียนรู้
    3.  มีวินัย
    2.  มุ่งมั่นในการทำงาน

กิจกรรมการเรียนรู้  ( การจัดการเรียนรู้แบบทักษะกระบวนการ 9 ขั้น )
ขั้นนำ
ครูนำเข้าสู่บทเรียนดังนี้
1.ครูทบทวนความรู้เดิมเกี่ยวกับรูปสี่เหลี่ยม โดยให้นักเรียนดูรูปสี่เหลี่ยม และตอบว่ารูปสี่เหลี่ยมนี้มีชื่อว่าอะไร
“นักเรียนตอบชื่อรูปสี่เหลี่ยมชนิดใดต่างๆ” ( รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า รูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน รูปสี่เหลี่ยมด้านขนาน รูปสี่เหลี่คางหมู รูปสี่เหลี่ยมรูปว่าว )
2.ครูบอกจุดประสงค์ของการเรียนเรื่องรูปสี่เหลี่ยมให้นักเรียนได้ทราบ เพื่อให้นักเรียนมุ่งความสนใจไปที่เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
              1. ลักษณะของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
2. ความยาวรอบรูปของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
3. พื้นที่ของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า

ขั้นสอน
1.ครูยกตัวอย่างโดยการเปรียบเทียบ รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าและรูปสี่เหลี่ยมชนิดอื่นๆ จากสิ่งที่อยู่ในห้องเรียน  โดยถามนักเรียนดังนี้ เช่น
1.1. กระดานและพื้นกระเบื้อง สิ่งใดคือรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  (กระดาน เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า)
1.2. ประตูห้องเรียนและหน้าลูกเต๋า สิ่งใดคือรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  (กระดาน เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า)
2.ครูนำรูปสี่เหลี่ยมให้นักเรียนดู และให้นักเรียนบอกลักษณะของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ดังต่อไปนี้
2.1. สี่เหลี่ยมผืนผ้า

– ด้านที่อยู่ตรงข้ามกันมีขนาดเท่ากัน
– มุมทุกมุมเป็นมุมฉาก 90 องศา
3.ครูให้นักเรียนยกตัวอย่างสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่นักเรียนสามารถพบเห็นในชีวิตประจำวัน
 3.1.รูปภาพเตียงนอน “รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า” 
3.2.รูปภาพกรอบรูป “รูปสี่เหลียมผืนผ้า”
3.3.สมุด“รูปสี่เหลียมผืนผ้า”
4.ครูถามนักเรียนว่าถ้าต้องการหาความยาวรอบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้านักเรียนจะสามารถหาได้อย่างไร
   วิเคราะห์จากรูปสี่เหลี่ยมที่ครูนำมาให้ดู

ยกตัวอย่าง 1      จงหาความยาวรอบรูปของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าดังต่อไปนี้
กำหนดรูปสี่เหลี่ยมพื้นผ้าที่มีความกว้าง 5 เซนติเมตร เเละมีความสูง 2 เซนติเมตร
วิธีทำ   นำ  2 + 5 + 2 + 5 = 14
ยกตัวอย่าง 2      จงหาความยาวรอบรูปของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าดังต่อไปนี้
กำหนดรูปสี่เหลี่ยมพื้นผ้าที่มีความกว้าง 5 เซนติเมตร เเละมีความยาว 10 เซนติเมตร
วิธีทำ   นำ  5 + 10 + 5 + 10  =  30
ความยาวรอบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  =  a + b + a + b    
**การหาความยาวเส้นรอบรูปของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยการวัดความยาวด้านทุกด้านแล้วนำมาบวกกัน

สูตรการหาพื้นที่รอบรูปสี่เหลี่ยม

สามารถหาพื้นที่ได้จาก ( พื้นที่ของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  =  กว้าง x ยาว )
ยกตัวอย่าง 1      จงหาความยาวรอบรูปของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าดังต่อไปนี้โดยใช้สูตร
กำหนดรูปสี่เหลี่ยมพื้นผ้าที่มีความกว้าง 5 เซนติเมตร เเละมีความสยาว 2 เซนติเมตร
วิธีทำ  กว้าง  =  2 , ยาว = 5
จากสูตรความยาวของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  =  (กว้าง + ยาว ) x 2
ความยาวของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  =   (2 + 5)  x  2
                                                          =  7 x 2
                                                         =  14
ดังนั้น ความยาวของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  =   14 เซนติเมตร
ยกตัวอย่าง 2      จงหาความยาวรอบรูปของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าดังต่อไปนี้โดยใช้สูตร
กำหนดรูปสี่เหลี่ยมพื้นผ้าที่มีความกว้าง 5 เซนติเมตร เเละมีความยาว 2 เซนติเมตร
วิธีทำ  กว้าง  =  5 , ยาว = 10
จากสูตรความยาวของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  =  (กว้าง + ยาว ) x 2
ความยาวของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  =   (5 + 10)  x  2
                                                          =  15 x 2
                                                         =  30
ดังนั้น ความยาวของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  =   30 เซนติเมตร
5.ครูยกตัวอย่างการใช้สูตรในการหาพื้นที่ของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าดังต่อไปนี้
ยกตัวอย่าง 1      จงหาพื้นที่ของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าดังต่อไปนี้
กำหนดรูปสี่เหลี่ยมพื้นผ้าที่มีความกว้าง 5 ตารางหน่วย เเละมีความยาว 2 ตารางหน่วย
วิธีทำ  กว้าง  =  2 , ยาว = 4
จากสูตรความยาวของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  =  (กว้าง x ยาว ) 
ความยาวของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  =   (2 x 4)  
                                                          =  8 
 ดังนั้น พื้นที่ของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้านี้ เท่ากับ 8 ตารางหน่วย
ยกตัวอย่าง 2      จงหาพื้นที่ของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าดังต่อไปนี้
กำหนดรูปสี่เหลี่ยมพื้นผ้าที่มีความกว้าง 5 ตารางหน่วย เเละมีความยาว 10 ตารางหน่วย
วิธีทำ  กว้าง  =  5 , ยาว = 10
จากสูตรความยาวของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  =  (กว้าง x ยาว ) 
ความยาวของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  =   (5 x 10)  
                                                          =  50
 ดังนั้น พื้นที่ของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้านี้ เท่ากับ 50 ตารางหน่วย
สูตรการหาพื้นที่รอบรูปสี่เหลี่ยม
สามารถหาพื้นที่ได้จาก ( พื้นที่ของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  =  กว้าง x ยาว )
6.ครูแจกแบบฝึกหัดชนิดของรูปสี่เหลี่ยม ให้ทุกคน โดยให้ทุกคนทำแบบฝึกหัด ในขณะที่นักเรียนร่วมกันทำฝึกหัด ครูมีหน้าที่คอยสังเกตว่านักเรียนมีความรับผิดชอบและสามารถทำงานตรงตามเวลาที่กำหนด
7.นักเรียนช่วยกันเฉลยแบบฝึกหัดชนิดของรูปสี่เหลี่ยม พร้อมตรวจคำตอบให้คะแนนตนเอง
ขั้นสรุป
1.ให้นักเรียนช่วยกันสรุปความรู้เรื่องรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยครูตั้งคำถาม  ดังนี้
                1.1.รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีลักษณะอย่างไร
(  ด้านที่อยู่ตรงข้ามกันมีขนาด เท่ากัน  มุมทุกมุมเป็นมุมฉาก 90 องศา)
1.2.สูตรการหาพื้นที่ของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
(พื้นที่ของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  =  กว้าง x ยาว)
1.3.สูตรการหาความยาวรอบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
(ความยาวของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  =  (กว้าง + ยาว) x 2 )
2.ครูแจกแบบฝึกหัดเรื่องรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าให้แก่นักเรียน พร้อมหาคำตอบมาส่งครูในคราบต่อไป
สื่อการเรียนรู้และแหล่งการเรียนรู้
              1.รูปสี่เหลี่ยม
2.Power point                    
3.แบบฝึกหัด

การวัดและประเมินผล
สิ่งที่ต้องการวัด
วิธีการวัด
เครื่องมือวัดละประเมินผล
เกณฑ์การประเมิน
บอกลักษณะของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
การถาม-ตอบ
การถาม
บอกลักษณะของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าได้ถูกต้อง
หาความยาวรอบรูปและหาพื้นที่ของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าได้
แบบฝึกหัด
แบบฝึกหัดรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
ถูกมากกว่า 80 %ขึ้นไป
หาพื้นที่รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าในชีวิตประจำวันได้
การสังเกต
ส่งงานครบและช่วยเหลือผู้อื่น
ส่งงานครบและมีความรับผิดชอบ

เกณฑ์การประเมิน
ประเด็นการประเมิน
ระดับคุณภาพ
ดีมาก(4)
ดี(3)
ปานกลาง(2)
น้อย(1)
ความร่วมมือในการตอบคำถามในชั้นเรียน
ให้ความร่วมมือในชั้นเรียนบอกลักษณะของรูปสี่เหลี่ยมได้อย่างถูกต้องได้ด้วยตนเอง
ให้ความร่วมมือในชั้นเรียน บอกลักษณะของรูปสี่เหลี่ยมได้อย่างถูกต้อง
บางชนิด และสามมารถแก้ไขได้ด้วยตนเอง
ให้ความร่วมมือ บอกลักษณะของรูปสี่เหลี่ยมได้อย่างถูกต้อง บางชนิด แต่ผู้แนะนำสามารถช่วยแก้ไขได้
ให้ความร่วมมือบอกลักษณะของรูปสี่เหลี่ยมได้อย่างถูกต้องแต่ผู้แนะนำต้องช่วยแก้ไขทุกข้อ
ทำแบบฝึกหัดเรื่อง ชนิดของรูปสี่เหลี่ยม
ทำถูกทุกข้อ
ถูก 7-9 ข้อ จาก 10 ข้อ
ถูก 4-6 ข้อ จาก 10 ข้อ
ถูก 1-3 ข้อ จาก 10 ข้อ
ความร่วมมือในการทำงาน
ร่วมคิดร่วมวางแผน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำงานและรับผิดชอบหน้าที่ ตรงต่อเวลา รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มีความภูมิใจในตนเองและผู้อื่น
ร่วมคิดร่วมวางแผน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตรงต่อเวลา รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มีความภูมิใจในตนเองและผู้อื่น
ร่วมคิดร่วมวางแผน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำงานและรับผิดชอบหน้าที่ ตรงต่อเวลา
ร่วมคิดร่วมวางแผน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน


























เกณฑ์การตัดสิน
คะแนน  10-12   ดีมาก
คะแนน  7-9     ดี
คะแนน  4-6      พอใช้
คะแนน  1-3      ปรับปรุง
บันทึกผลการจัดการเรียนรู้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………....


อ้างอิง
กกกกกกกทิสนา แขมมณี.(2552).รูปแบบการเรียนการสอน.พิมพ์ครั้งที่ 6.กรุงเทพฯ:บริษัทแอคทีฟ พริ้นท์ จำกัด.

กกกกกกกมาลินี จุฑะรพ.(2537).จิตวิทยาการเรียนการสอน.พิมพ์ครั้งที่ 1.ทิพยวิสุทธิ์:บริษัท อักษราพิพัฒน์ จำกัด.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

สื่อเเละนวัตกรรม

สื่อ คำว่า “ สื่อ ” มีบทบาทสำคัญมากในสังคมยุคปัจจุบัน เพราะเป็นตัวเชื่อมโยงทั้งข้อมูลความรู้ และเชื่อมโยงการบริหารงานระหว่างผู้บังคับบัญ...